ปล่อยหลอก..ความผิดหวัง และน้ำตาลูกผู้ชาย

          ปล่อยหลอก..ความผิดหวัง และน้ำตาลูกผู้ชาย
    

          หลังจากผ่านการปรับสภาพจากนักเรียนพลเรือนมาเป็นนักเรียนทหารได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้ว  ทางโรงเรียนก็ประกาศว่าจะมีการ  "ปล่อยพักบ้าน"  สำหรับนักเรียนใหม่เป็นครั้งแรกคำประกาศนั้นสร้างความหวัง ความตื่นเต้น และความดีใจให้แก่ผมและเพื่อนๆ เพราะจะได้กลับบ้านไปพบพ่อแม่ ในช่วงเวลานี้ผมและเพื่อนๆ ต่างก็คิดถึงพ่อแม่อย่างมาก และพ่อแม่ก็คงคิดถึงพวกเราเช่นเดียวกัน

          "อรุณสวัสดิ์ นักเรียนใหม่ทุกนาย" เสียงทักทายจากคอมแมนต์ตำแหน่งหัวหน้ากองพันดังขึ้น ในเช้าวันแรกของสัปดาห์
          "นักเรียนใหม่ ทราบหรือไม่ สัปดาห์นี้ทางโรงเรียนมีคำสั่งให้ปล่อยนักเรียนใหม่กลับบ้านได้"
          "ทราบครับ"
          "ดี เพราะฉะนั้นในระหว่างสัปดาห์นี้ขอให้นักเรียนใหม่ทุกนายประพฤติตนให้ดี ใครฝ่าฝืน ไม่ต้องกลับบ้าน นักเรียนใหม่ทราบ"
          "ทราบ"

          ดังนั้นในระหว่างสัปดาห์นั้นเอง ผมและเพื่อนๆ พยายามปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งยังพยายามประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เมื่อใดก็ตามที่คอมแมนต์ลงโทษ พวกผมจะตั้งใจปฏิบัติอย่างสุดความสามารถ มีพลังเท่าใดก็งัดออกมาใช้จนหมด  ด้วยกำลังใจและความหวังที่จะได้กลับบ้านอย่างเต็มที่ นากจากนี้เวลาเรียนพวกผมก็ตั้งใจเรียน จนอาจารย์แปลกใจและมาร่วมแสดงความยินดีกับพวกผมเมื่อทราบข่าว ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผมและเพื่อนๆ เชื่อเสียสนิทใจว่าจะได้กลับบ้านอย่างแน่นอน
          จากวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ ๕ วัน แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่นานมาก ผมนั่งนับถอยหลังรอคอยวันที่จะได้กลับบ้าน วันแล้ววันเล่า  จนในที่สุดวันที่ผมรอคอยก็มาถึง เย็นวันศุกร์หลังจากเลิกเรียน หัวหน้ากองพันก็ประกาศขึ้นว่า "ขณะนี้เวลา ๑๖.๐๐ น. ให้เวลาปฏิบัติภารกิจส่วนตัวครึ่งชั่วโมง เวลา ๑๖.๓๐ น. ลงมารวมแถว ใครมาช้า ไม่ต้องกลับบ้าน และขอให้นักเรียนใหม่แต่งกายให้เรียบร้อย ใครโทรม ไม่เรียบร้อย อดกลับบ้าน นักเรียนใหม่ทราบ"
          ทันทีที่เสียงประกาศจบลง ผมและเพื่อนๆ ต่างรีบวิ่งขึ้นไปอาบน้ำและจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้อย่างรวดเร็ว คอมแมนต์เองก็ยังมาช่วยจัดของให้น้องๆ ด้วย แต่ผมเองรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมวันนี้คอมแมนต์ใจดีเป็นพิเศษ ทว่าความตื่นเต้นและดีใจที่จะไดกลับบ้าน ทำให้ผมไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ จวบจนได้เวลากลับบ้าน พวกผมก็ลงมารวมแถวในชุดนักเรียนใหม่  คือสวมเสื้อและกางเกงของโรงเรียนเดิม คาดเข็มขัดสีเขียวขี้ม้า หัวเข็มขัดตรากลาโหมแวววาว สวมรองเท้าคัทชูขัดมัน มือซ้ายถือกระเป๋าเจมส์บอนด์สีดำ พวกผมพยายามแต่งกายให้เรียบร้อยและดูดีทีสุด เพราะกลัวไม่ได้กลับบ้าน หนังจากนั้นก็เป็นเวลาตรวจเครื่องแต่งกายจากคอมแมนต์ ใครที่ร้องเท้าหรือหัวเข็มขัดไม่เงา ก็โดนไล่ไปขัดใหม่ ใครโทรมมาก ก็อดกลับบ้านไปตามระเบียบ จากนั้นก็เป็นการรับฟังคำชี้แจงก่อนปล่อยพักบ้านจากผู้บังคับกองพัน

          "สำหรับผู้พัน ขอให้นักเรียนใหม่ปฏิบัติตนภายนอกโรงเรียนให้ดี ให้สมเกียรตินักเรียนเตรียมทหาร กลับบ้านไปอย่าลืมกราบพ่อแม่ด้วย สุดท้ายนี้ขอให้นักเรียนใหม่เดินทางโดยสวัสดิภาพ และอย่าลืมกลับเข้าโรงเรียนให้ตรงเวลาด้วย เชิญ" สักพักผู้พันก็เรียกชื่อเพื่อนคนหนึ่งขึ้นมา แล้วบอกว่า "แม่ฝากตั๋วเครื่องบินมาให้ เสร็จแล้วมารับตั๋วที่ผู้พันด้วยนะ"  ในใจผมคิดว่ามีการจองตั๋วเครื่องบินไว้ด้วย พวกผมคงจะได้กลับบ้านอย่างแน่นอนเลยทีเดียว
          หลังจากนั้นคอมแมนต์และพวกผมเดินแถวไปปฏิญาณตนหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ราชกาลที่ ๕ ก่อนกลับบ้าน เสร็จแล้วก็ขึ้นรถโรงเรียน พอทุกอย่างเรียบร้อย รถก็เคลื่อนออกจากลานหน้ากองบัญชาการ ผมและเพื่อนๆ ต่างวงแผนกันว่าจะออกไปทำอะไรกันดี บางคนจะไปเที่ยว บางคนจะไปกินอาหารทุกอย่างที่กินได้ บางคนจะไปทำโน่นทำนี้ ล้วนจินตนาการกันไปตามเรื่อง แต่ยังไม่ทันที่พวกผมจะวางแผนเสร็จ รถก็หยุด ทันใดนั้นเอง หน่วยปราบปราม (แท้จริงก็คือบรรดาคอมแมนต์และนายทหาร) แต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งตัวพร้อมด้วยอาวุธปืนในมือขึ้นมาบนรถและไล่พวกผมลงจากรถไปหมอบข้างถนนให้หมด พร้อมทั้งประกาศว่า "ทางหน่วยสืบราชการลับได้พบเบาะแสการซื้อขายยาเสพติดในหมู่นักเรียนใหม่ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำการตรวจค้นอย่างละเอียด โดยจะต้องควบคุมรถเพื่อนำไปตรวจหายาเสพติดเสียก่อน" จากนั้นรถโรงเรียนที่จะพาพวกผมกลับบ้านต่างก็ขับหายไป และในช่วงเย็นวันศุกร์นั้นเอง มีตลาดนัดหน้าโรงเรียนด้วย ฉะนั้นชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างก็มามุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเต็มไปหมด

          ในขณะนั้นผมเห็นรุ่นพี่นั่งรถกลับบ้านทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ ทั้งผิดหวัง เสียใจ และอับอายเข้ามาประดังประเดในใจ ไม่ทันไรหน่วยปราบปรามก็ไล่ให้พวกผมวิ่งเข้าไปในโรงเรียนให้หมด แต่ไม่ได้วิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีทั้งหมอบ คลาน ชูกระเป๋า จนในที่สุดผมก็มาถึงลานหน้ากองพันด้วยสภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยวและสภาพร่างกายที่บอบช้ำเกินที่จะบรรยาย แต่ผมพยายามอดทดและเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ในใจไม่แสดงออกมา เพื่อนๆ ก็เช่นเดียวกัน บางคนมีสีหน้าผิดหวัง บางคนน้ำตาคลอ บางคนถึงกลับร้องไห้ออกมา แต่ก็พยายามกัดปากตนเองไว้ไม่ให้มีเสียงดังออกมาในช่วงเวลานั้นพวกผมต่างมีความรู้สึกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น คือ ผิดหวังและเศร้าใจ
          สักครู่หัวหน้ากองพันก็มากล่าวปลอบใจและให้กำลังใจกับพวกผมว่า "สถานการณ์นี้เป็นแค่บททดสอบกำลังใจว่า เรามีจิตใจที่เข็มแข็งมากเท่าใด เพราะเมื่อเราจบไปทำงานเราต้องพบกับสภาวะที่โหดร้ายมากกว่านี้ ถ้าเราอ่อนแอ เราจะสามารถทำงานรับใช้ชาติได้อย่างไร กำลังใจที่ดีที่สุดก็คือ เพื่อนๆ ข้างกายเรานั้นแหละ"

          "สำหรับตอนนี้ พ่อแม่ของนักเรียนคงรอคอยการกลับบ้านของลูกชายอย่างใจจดใจจ่อ คงทำกับข้าวไว้รอแล้ว เห็นไหมว่าความรักที่แท้จริง ก็คือพ่อแม่ ผู้ที่เลี้ยงดูเราตั้งแต่เกิด ผู้ที่คอยรับฟังความทุกข์โดยไม่ปริปากบ่น ผู้ที่พร้อมจะช่วยเหลือเราเมื่อมีปัญหาทุกเมื่อถ้าไม่มีท่าน เราจะได้เข้ามาเรียนในสถาบันทรงเกียรติแห่งนี้ไหม ไหนลองตอบหัวหน้ากองพันซิ ว่ารักพ่อไหม รักแม่ไหม"
          "รักครับ"
          "ดีมาก ถ้ารัก ไหนร้องเพลงแม่ขึ้นมาดังๆ ซิ ดังจนให้พ่อแม่ที่บ้านได้ยินเลย"
          "ป่านนี้...จะเป็นอย่างไร  จากมาไกล แสนนาน คิดถึง...คิดถึงบ้าน จากมาตั้งนาน เมื่อไหร่จะได้กลับ คิดถึงแม่ขึ้นมา น้ำตามันก็ไหล อยากกลับไปซบลงที่ตรงตักแม่..."  จากเสียงร้องค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น เพลงแม่ที่ร้องขึ้นมานั้นทำให้ผู้รู้สึกเศร้าใจ และคิดถึงพ่อแม่เหลือเกิน จนในที่สุดผมและเพื่อนๆ ต่างกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ หยาดน้ำตาแห่งลูกผู้ชายได้ไหลหลั่งออกมาท่ามกลางเสียงเพลงแม่ที่ดังอย่างต่อเนื่อง

          ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ "ปล่อยหลอก" จะผ่านมากว่า ๒ ปีแล้วแต่ผมยังจดจำเรื่องราวในวันนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเหตุการณ์วันนั้นเป็นแบบทดสอบกำลังใจ และเป็นสิ่งที่ฝึกจิตใจเราให้มั่นคงเข้มแข็งพร้อมที่จะปฏิบัติงานรับใช้ชาติในอนาคตได้อย่างดี สุดท้ายนี้ผมสัญญาว่าจะไม่มีวันลืมประสบการณ์ ภาพความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นอันขาด และจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผมไปตลอดกาล    
   

                                                                                          นตท.ศาสนพงษ์  วรภาพ