พบผู้ปกครองครั้งแรก

                                  พบผู้ปกครองครั้งแรก

 

              วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ผมเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนเตรียมทหาร วันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเองไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนว่าจะทำได้ เช้าวันนี้หลังจากสิ้นเสียงแตรปลุกตอน ๐๕.๑๕ น. ก็ลงมาตรวจยอดที่โถงกลางใต้กองร้อย พอตรวจยอดเสร็จ คอมแมนต์ก็ปล่อยไปอาบน้ำแต่งตัว วันนี้พิเศษกว่าทุกวัน มีเวลาให้อาบน้ำแต่งตัวเกือบชัวโมง จากปกติแค่ ๑๕ นาทีก็มากแล้ว
              วันนี้ผมแต่งตัวเต็มที่ขัดหัวเข็มขัดจนมันวาวสวมถุงเท้าคู่ที่ขาวที่สุดเสื้อนักเรียนก็เลือกตัวที่ดีที่สุด ไม่นานเสียงนกหวีดเรียกรวมแถวก็ดังขึ้น ทุกคนตั้งใจวิ่งรวมแถวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากนั้นเราก็ไปรวมที่หน้ากองบัญชาการ กองพันนักเรียนที่ ๑ เพื่อรับแจกอาหารเช้า ซึ่งวันนี้เป็นข้าวกล่อง นมถุง และขนมปัง ผมได้ไปนั่งรับประทานอยู่ที่ใต้กองร้อยที่ ๓ กองพันนักเรียนที่ ๑ ซึ่ง ณ ที่นั้นสามารถมองเห็นลานพระรูป ซึ่งมีรถของผู้ปกครองทยอยมาจอดกันอย่างเนืองแน่น  ความรู้สึกตอนนั้นข้าวในกล่องมันไม่มีรสชาติเอาซะเลย...
              พอใกล้เวลา ๐๘.๐๐ น. เสียงนกหวีดเรียกรวมแถวก็ดังขึ้น ทุกคนต่างรีบรวมแถวเพื่อเคารพธงชาติ  พอหลังจากเคารพธงชาติก็เดินแถวจากหน้าลานกองพันนักเรียนที่ ๑ ไปหน้าโรงเลี้ยง ดูเหมือนจะไม่มีอะไรตอนที่ตบเท้าก้าวแรกแต่พอพ้นสี่แยกไปทางหลังกองร้อยฝึกที่ ๒ เพียงแค่เห็นว่ามีกลุ่มผู้ปกครองมายืนคอยถ่ายรูป น้ำตาก็มาต่อแถวรอล้นออกจากเบ้าอยู่แล้ว
              ตลอดทางที่เราเดิน พวกเราร้องเพลง "มนต์มัฆวาน" จนกระทั้งถึงหน้าโรงเลี้ยง ภาพนั้นยังอยู่ในความทรงจำผมเสมอ บริเวณบันไดทางขึ้นโรงเลี้ยง เต็มไปด้วยผู้ปกครองที่ทั้งโบกมือและถือกล้องถ่ายรูป รอพบหน้าลูกชายที่ห่างอกพ่อแม่มานานถึง ๒๔ วัน หนังสิ้นคำสั่ง "แถวหยุด" ก็ตามด้วยคำสั่ง "นั่ง" และ "กราบ" พอกราบแเสร็จผมก็เงยหน้าขึ้นมา ผมเห็นแล้วว่าแม่ผมอยู่ตรงไหนวันนั้นแม่ใส่เสื้อสีชมพู กางเกงขายาวสีดำ ซึ่งแม้ผมจะพยายามเมินสายตาเท่าไร ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาไม่ได้ พอผู้กองบอกให้ผู้ปกครองเข้าไปเยี่ยมนักเรียนใหม่ได้ ไม่เกิน ๕ วินาที แม่วิ่งเข้ามากอดผมเลย วันนั้นคำพูดที่ออกมาพร้อมกับน้ำตาของแม่ผมยังจำได้ว่า "แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน" แม่พูดซ้ำอยู่หลายรอบซึ่งตอนนั้นผมกอดแม่อย่างไม่อายใคร มันเป็นการกอดครั้งแรกๆตั้งแต่เข้าสู่ชีวิตวัยรุ่นมา ผมเองยังไม่คิดว่าจะได้ทำอย่างนี้ ...
               หลังจากนั้นแม่ก็พาผมไปที่โต๊ะทานอาหาร แต่เรื่องที่ทำให้เซอร์ไพรส์มากก็คือ วันนั้นเพื่อนโรงเรียนเก่าของผมก็มาหาผมด้วย ผมดีใจมาก แต่ก็อายเพื่อนมากเช่นกัน (ก็ทั้งร้องไห้ ทั้งตัวก็ดำ) พอเข้าไปที่โต๊ะก็เจอป้า ได้กอดป้าด้วย ป้าก็ถามว่าเป็นไงบ้าง พูดไปก็ร้องไห้ไป ความรู้สึกตอนนั้นผมดีใจมาก ตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ผมเจอหน้าพ่อ แล้วก็ไหว้พ่อ พ่อก็ทำเชิงมาโอบที่คอแล้วก็ถามว่าเป็นไงบ้าง (รู้นะ ว่าพ่ออยากกอด) ไม่นานพ่อและเพื่อนๆ ก็เดินไปนำอาหารที่รถมานั่งรับประทานที่บริเวณข้างโรงเลี้ยงฝั่งส่วนการศึกษา ผมเริ่มกินด้วยความหิว ตั้งแต่ ๘ โมงกว่าๆ จนถึงบ่าย ๓ โมงเย็น ซึ่งแน่นอนว่าของกินเพียบ แต่ละอย่างเป็นของโปรดผมทั้งนั้นเลย แม่บอกว่า "ของที่ลูกสั่งไป แม่เอามาให้ทุกอย่าง พ่อกับแม่ตื่นมาทำให้ตั้งแต่เที่ยงคืนเลย" ผมค่อยๆ ลิ้มรสทั้งกุ้งเผา ผัดเครื่องใน ข้าวเหนียว ส้มตำ ไปย่าง เป๊ปซี่ ขนม ฯลฯ ระหว่างที่กิน แม่ก็ถามว่าแต่ละวันทำอะไรบ้าง ไหวหรือเปล่า ผมเองก็ได้แต่ตอบว่า "อยู่ได้ครับแม่" ผมได้คุยกับเพื่อนที่มา ได้โทร.คุยกับเพื่อนที่ไม่ได้มา ซึ่งทุกอย่างทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาก
               เวลา ๗ ชั่วโมงตั้งแต่ ๐๘.๐๐ - ๐๑๕.๐๐ น. ช่างรวดเร็วเหลือเกิน ตอนใกล้บ่าย ๓ โมง ผู้หมวดประกาศว่าให้รวมแถว พ่อ, แม่, น้อง และเพื่อนๆ เดินมาส่งผมที่แยกนวนครินทร์ ผมเดินไปช้าๆ ไม่อยากให้เวลาหมด แต่ทำอย่างไรได้ ผมเดินมาข้างๆ พ่อ ในเสี้ยววินาทีผมหันไปกอดพ่ออย่างไม่อาย ผมซบลงที่ไหล่พ่อ พ่อเอามือมาลูบที่หัว แล้วบอกให้ผมเข้มแข็ง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นพ่อร้องไห้ ต่อมาก็เดินมาบอกลาเพื่อน ขอให้โชคดี จนสุดท้ายก็มากอดแม่ ผมอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ วันนั้นเป็นวันที่ผมไม่อายใครแล้ว พอกอดแม่เสร็จ ผมเดินห่างออกมาเพื่อไปรวมแถว พ่อเดินเข้ามาหาผมแล้วซูมือมาบอกว่า "ขอให้อดทด" ผมก็เดินไปสัมผัสมือพ่อ แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่หันกลับมาอีก ณ ตอนนั้นผมมีแรงที่จะก้าวไปต่อ แต่ก็เศร้าใจเช่นกัน ที่ต้องจากพ่อกับแม่ เพราะอีกตั้ง ๑๗ วัน กว่าจะถึงวันที่ได้กลับบ้านครั้งแรก แต่ผมก็ยังรอวันนั้น วันที่จะได้กลับไปกอดพ่อและแม่อีกครั้ง

 

                                                                                                 นตท.สันต์รัชต์  เพชรอาวุธ